จำไม่ได้แล้วว่ามีคนคัดค้าน (ในเมือง) รึเปล่าในตอนนั้น....... แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เห็นจะน่าแปลกใจเท่าไหร่นะ แหม! เพิ่งเชือดกันกลางเมืองโดยไม่มีความผิดแบบนั้น ใครจะออกหน้ามาเสนอตัวให้เขาเอาไปเชือดเพิ่มอีก ที่แน่ๆคือมีคนหาทางสู้ใหม่ ไปเข้าป่าจับปืนเป็นร้อยเป็นพันคน สู้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันกันเลย ช่วงนั้นมีเพลง “เปิดประตูคุกให้เพื่อน” ดังออกมาจากป่าด้วย นัยว่าจะสู้จนได้รับชัยชนะแล้วออกมาไขประตูคุกเอาเพื่อนคืน ไม่มีเพลงร้องขอให้นิรโทษกรรมแน่ แบบนี้พอเรียกว่าคัดค้านได้มั้ยล่ะ..?

อันที่จริงตอนที่เขาออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น รัฐบาลเขาออกในรูปพระราชกำหนด นั่นคือฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจออกกฎหมายเองได้ในกรณีที่เป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วค่อยไปขอเสียงรับรองในสภาภายหลัง ดังนั้นกฎหมายนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลา จึงสามารถกระทำได้รวดเร็วโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการออกกฎหมายตามปกติ วิธีการเดียวกันนี้ไงล่ะที่รัฐบาลสุจินดานำมาใช้นิรโทษกรรมตัวเองและพรรคพวกภายหลังเหตุการณ์นองเลือดเดือนพฤษภาคม ปี 2535 โดยอ้างว่ามีผลครอบคลุมไปถึงผู้ชุมนุมที่กระทำความผิดและถูกเจ้าหน้าที่ทหารปราบปรามด้วย พูดง่ายๆ คือให้ทุกฝ่ายเจ๊ากันไป ไม่มีใครผิด จะฟ้องร้องเอาเรื่องเอาคดีความเรียกค่าชดใช้อะไรกันไม่ได้... มือเขียนพระราชกำหนดแบบนี้จัดเป็นนักกฎหมายระดับเซียนและอ๋องรวมกัน ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไม่กี่ปี มือกฎหมายผู้นี้ยังได้ดิบได้ดีเป็นถึงประธานวุฒิสภา เมื่อหมดอำนาจทางการเมืองก็ไปทำเว็บไซต์ของตัวเองเขียนแสดงความคิดเห็นในแง่มุมกฎหมายต่างๆ ที่เป็นประเด็นร้อนในขณะนั้น ให้หนังสือพิมพ์หยิบเอาไปเผยแพร่ต่อและเขย่ารัฐบาลเล่น ตอนหลังๆ มานี้แกเงียบหายไปสักนิดเพราะถูกรัฐบาลชุดปัจจุบันดึงตัวไปช่วยงานด้านกฎหมายอยู่เบื้องหลังซะแล้ว ก็เลยไม่ค่อยเห็นแกออกมาวิพากษ์วิจารณ์เขย่ารัฐบาลให้ฮือฮาเล่นอีก

Design by ฅนบ้านนอก
www.bannok.com