Deprecated: Function eregi_replace() is deprecated in /home/net2519/domains/2519.net/public_html/autopage/admin/module.php on line 124

Deprecated: Function eregi_replace() is deprecated in /home/net2519/domains/2519.net/public_html/autopage/admin/module.php on line 128
www.2519.net

สัมภาษณ์ คุณกมล สุสำเภา (วันศุกร์ที่ 1 กันยายน 2543)


สัมภาษณ์ โดย คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยาน เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519




ถาม: ขอทราบสถานภาพส่วนตัวในปัจจุบัน ?
กมล: สถานภาพปัจจุบันทำงานรัฐวิสาหกิจ เป็นวิทยากรอบรม อยู่การประปานครหลวง ในวันที่ 6 ตุลาคม ตอนนั้นก็เป็นพนักงานการประปานครหลวง เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพการประปานครหลวง และเป็นสมาชิกของศูนย์ประสานงานกรรมกรฯ และแนวร่วมวัฒนธรรมแห่งประเทศไทยด้วย เข้าร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลา แล้วก็เป็นผู้หนึ่งที่ถูกจับ หลังจากมีการประกันตัวออกมาก็เดินทางเข้าป่า ไปอยู่ที่อีสานใต้ ในฝ่ายศิลปวัฒนธรรม เป็นศิลปินประจำคณะศิลปินที่มั่นแดง ของอีสานใต้ ออกจากป่าก็ทำงานอยู่กับฝรั่งระยะหนึ่ง แล้วช่วงที่ ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นผู้ว่าการประปาฯ ได้ ชวนให้เข้ามาทำงานที่การประปาฯ อีกครั้ง จึงได้กลับมาทำงานที่เดิมอีกครั้ง

ถาม: ในวันที่ 5-6 ตุลา คุณกมลอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น ?
กมล: จริงๆ แล้วผมเข้าร่วมเหตุการณ์ทางสังคมมาตั้งแต่ 14 ตุลา นะครับ หลายๆ ท่านมาร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงานในต้นปี 18 แล้วก็รวบรวมกรรมกรหญิง เช่นพวกโรงงานฮาร่า รีน่า มาเป็นคณะนาฏศิลป์กรรมกร ก็มีการแสดงมีอะไรกัน
ในวันที่ 5 ตุลาคม 2519 เราได้รับการติดต่อให้มาแสดงตอนกลางคืน ในที่ชุมนุมคือสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ การชุมนุมนี้เราเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 4 แล้ว พอวันที่ 5 ซึ่งมีคิวจะแสดง ก็นัดพบกับพวกคณะนาฏศิลป์กรรมกร ประมาณสัก 1 ทุ่ม ขณะเดียวกันตอนเย็นวันที่ 5 ทางกลุ่มสหภาพแรงงานก็มีการประชุมกันที่การประปานครหลวงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่รัดงวดเข้ามาเรื่อยๆ อย่างนี้ แต่ผมประชุมไม่เสร็จ ประชุมได้หน่อยนึงก็ต้องรีบเดินทางไปเพราะนัดหมายกับพวกนาฏศิลป์กรรมกร เราเตรียมการแสดงกันประมาณ 2 ทุ่ม แล้วก็ไปทานข้าว ตอนที่สถานการณ์ตึงเครียด การเข้าออกธรรมศาสตร์ก็มีการตรวจค้นอาวุธกันอย่างเข้มงวด ในโปรแกรมการแสดงเราจะขึ้นเวทีประมาณเที่ยงคืน พอสัก 4-5 ทุ่ม เราไปรอกันหลังเวที ก็มีผู้ประสานงานมาบอกว่า สถานการณ์ตึงเครียดมาก ต้องเอาดนตรีวงกรรมาชนเล่นไปเรื่อยๆ เพราะกลัวว่าขวัญจะเริ่มเสีย การแสดงต่างๆ จึงยกเลิกหมด ให้วงดนตรีกรรมาชนเล่นตลอด จนกระทั่งประมาณตี 4 หรือตี 5 ประมาณนั้น ก็มีระเบิดดังขึ้นข้างสนาม

ถาม: ที่บอกว่าสถานการณ์ตึงเครียดเวลาเข้าออกธรรม ศาสตร์จะมีการตรวจร่างกาย ค้นอาวุธ อะไรทำนองนี้ ช่วยขยายความสักนิดว่าใครเป็นคนตรวจ แล้วการเข้าออกธรรมศาสตร์ช่วงนี้ยุ่งยากเข้มงวดแค่ไหนอย่างไร ?
กมล: คือพวกเราเข้าใจดีว่าสำหรับผู้ติดตามการเมืองในช่วงนั้น พวกที่ชุมนุมบ่อยจะทราบว่า ทุกครั้งมักจะมีการก่อกวนนะครับ พอไปชุมนุมอะไรต่างๆ เราก็จะต้องมีการตรวจ โดยผู้ปฏิบัติงานของการชุมนุมจะมีการตรวจ เช็คว่าใครมีอาวุธ เราก็เข้าใจ เพื่อความปลอดภัยของกลุ่มและประชาชนที่มาชุมนุมด้วย ทุกคนก็เต็มใจให้ความร่วมมือ เพราะฉะนั้นการเช็คอะไรต่างๆ ก็จะปฏิบัติโดยองค์กรนำที่จัดชุมนุม อย่างเช่นตอนนั้นก็คือศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เวลาจะเข้าออกเราก็ยอมให้ตรวจโดยดี
ถาม: คุณกมลเข้าไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประมาณกี่โมง ?
คุณกมล: ประมาณทุ่มกว่าๆ
ถาม: ตอนที่เดินเข้าไปเห็นอะไรบ้าง ทั้งข้างนอกและข้างในธรรมศาสตร์ ?
คุณกมล: ตอนนั้นมีประชาชนมาชุมนุมกัน แต่ยังไม่ได้เห็นชัดเจนว่ามีฝูงชนมาล้อมธรรมศาสตร์ แต่ว่าบรรยากาศหรือสถานการณ์มันตึงเครียดมาก เพราะว่ามีกระแสข่าวว่าเราดูถูกพระราชวงค์ใช่มั้ยครับ กระทบเบื้องสูงอะไรอย่างนี้ สถานการณ์มันก็รู้สึกตึงเครียด แล้วพอดีผมไม่ได้เข้าทางด้านหน้ามหาวิทยาลัย (ประตูด้านสนามหลวง) แต่ผมเข้าทางประตูด้านลานโพธิ์ (ประตูท่าพระจันทร์) เลยไม่ทราบสถานการณ์ด้านหน้ามหาวิทยาลัยว่าเป็นอย่างไร แต่ก็พอเห็นว่าบริเวณแถวๆ ตู้ยามทางด้านสนามหลวงมีกลุ่มที่คัดค้านพวกเรามารวมตัวกัน

ถาม: รู้ได้อย่างไร ?
กมล: จากคำบอกเล่า จากเพื่อนที่ไปชุมนุมด้วยกันและผ่านเข้ามาทางด้านหน้า คือเรามีเพื่อนที่นัดกันไปด้วย เขาบอกว่าแถวโรงละครแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ จะมีกลุ่มที่คอยมาขัดขวางเรามารวมตัวกันอยู่

ถาม: ระหว่างเวลาหนึ่งทุ่มที่เข้าไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนถึงตีสี่ ได้ออกไปดูสถานการณ์รอบนอกธรรมศาสตร์บ้างหรือไม่ หรืออยู่แต่ข้างใน ?
กมล: ตอนที่ผมได้รับการประกันตัวออกมาแล้ว พี่ชายผมคนหนึ่งเป็นผู้รับเหมาและค้าขายสนิทสนมอยู่กับพวกทหาร เขาร้องไห้เสียใจและบอกว่าในคืนวันนั้นเขาเป็นคนขับรถของเขาเองลำเลียงคนจากสถานีวิทยุยานเกราะ เข้ามาปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตอนประมาณ 5-6 ทุ่ม เขาเสียใจและบอกว่าเขาเกือบจะเป็นคนที่ฆ่าน้องเสียแล้ว

ถาม: พี่ชายคนไหน ?
กมล: พี่ชายคนโต เป็นลูกเสือชาวบ้าน

ถาม: เป็นลูกเสือชาวบ้านแล้วก็ได้ขับรถพาคนจากสถานีวิทยุยานเกราะมาที่หน้าธรรมศาสตร์ ?
กมล: มาปิดล้อมธรรมศาสตร์

ถาม : บอกชื่อได้มั้ย ?
กมล : ได้ครับ พี่ชายคนนี้ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว ชื่อ “ สมศักดิ์ สุสำเภา” พอผมได้ประกันตัวออกมาแกก็ร้องไห้ บอกว่าแกเกือบเป็นคนที่ฆ่าน้อง เราอยู่กันคนละที่ แล้วแกก็ไม่เข้าใจความคิดทางการเมืองของผมมากนัก

ถาม : หลังจากเหตุการณ์นั้น ไม่ทราบว่าพี่ชายคนนี้ได้เล่าให้ฟังบ้างหรือไม่ว่าการไปลำเลียงคนที่สถานีวิทยุยานเกราะมีความเป็นมาอย่างไร คือได้รับคำสั่งมาโดยไม่รู้เรื่องหรือว่าอย่างไร
กมล : คือแกไม่รู้เรื่องหรอกเพราะว่าเป็นพ่อค้าที่ทำงานหากินกับทหารในการส่งของประกวดราคา รับงานต่างๆ ของทหาร อย่างเวลาเค้าไปตีกอล์ฟกัน แกตีไม่เป็นก็ต้องไปกับเค้าเพื่อจะไปคอยเปย์ (pay) อะไรต่างๆ เหล่านี้ครับ มันเป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นเวลาเค้าชวนไปไหน อย่างชวนไปอบรมลูกเสือชาวบ้าน แกก็จะไปโดยไม่มีคำถาม ไม่มีความคิดทางการเมืองอะไร แกคิดแต่ว่าเป็นอาชีพของแก งานของแก แต่พอหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาแกก็เลิกหากินแบบนี้เลย
ถาม: พี่ชายเคยเล่าให้ฟังมั้ยว่า จุดมุ่งหมายของลูกเสือชาวบ้านที่ไปหน้าธรรมศาสตร์เพื่ออะไร ?
กมล : คือความคิดของพี่ชายผมตอนนั้น ก็เพื่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นะครับ แล้วแกก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าน้องชาย คือผม เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมเคลื่อนไหวอยู่กับทางด้านกลุ่มประชาชน แกไม่ทราบเพราะพักกันคนละบ้าน พักคนละที่ เวลาเจอกันเราก็ไม่เคยแลกเปลี่ยนทัศนะกัน แกอาจเข้าใจว่าผมมีความคิดอย่างนี้อยู่บ้าง แต่ไม่เข้าใจถึงขั้นว่าเราเข้าไปร่วมในกิจกรรมทางการเมืองด้วย สำหรับตัวแกเอง ผมมองดูแล้วแกไม่มีความคิดทางการเมืองอะไร เพียงแต่ลักษณะผลประโยชน์ที่มีในอาชีพทำให้แกถูกชักจูงไป

ถาม: แล้วหลังจากพี่ชายลำเลียงคนไปที่หน้าธรรมศาสตร์ แกอยู่ที่หน้าธรรมศาสตร์ต่อไปหรือเปล่า ?
กมล : ไม่ครับ แกก็กลับมาพักผ่อนที่บ้าน

ถาม : แล้วตอนที่คุณอยู่ธรรมศาสตร์จะถึงตีสี่ตีห้า ได้เห็นอะไรด้วยตาตนเองบ้าง ?
กมล : ก็เห็นตอนที่ระเบิดเข้ามา แต่จะมีคนบาดจ็บล้มตายด้วยหรือเปล่าไม่ทราบ มันแทบจะเป็นวัฒนธรรมของการชุมนุมไปแล้วว่าถ้ามีเรื่องร้ายๆ อย่างนี้เกิดขึ้น เราก็ไม่ตกใจกันแล้ว พอได้ยินเสียงระเบิดเราก็หมอบกัน ให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาความปลอดภัยของการชุมนุมมาเคลียร์ ถ้ามีคนเจ็บก็เคลียร์คนเจ็บออกไป

ถาม : ตอนนั้นกี่โมง ?
กมล: ประมาณตีสี่ตีห้า ไม่ทราบเวลาแน่ชัด ห่างจากนั้นไม่เท่าไหร่ก็มีบึ้มลูกที่สอง ลูกที่สองผมเห็นไฟมันวิ่งข้าม เป็นลูกไฟวิ่งข้ามหลังคาหอประชุมใหญ่ แล้วบึ้ม ก่อนหน้านี้ผู้ประกาศบนเวทีจะบอกให้พวกเราเงียบ เพราะจะไม่ให้คนข้างนอกรู้ว่าเรามีอะไรกันบ้าง เราทำอะไรกันบ้าง แต่พอบึ้มที่สอง เขาก็ประกาศให้ผู้ชุมนุมหลบออกจากกลางสนาม ตอนนั้นผมว่าตีห้ากว่าแล้วล่ะ

คำถาม : ที่บอกว่าเห็นลูกระเบิดวิ่งมา… ?
กมล : ครับ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าเป็นการยิงมาจากข้างนอก พอมีเจ้าหน้าที่ของการชุมนุมวิ่งมาบอกที่หน่วยงาน ให้เราเคลียร์หลบออกไปจากกลางสนาม ก็เข้าใจทันทีว่าถูกยิงจากข้างนอก ความเข้าใจทีแรกคิดว่าถูกลอบเข้ามาก่อกวน

ถาม : นับตั้งแต่ได้ยินเสียงระเบิด ได้ยินเสียงปืนหรือเสียงอะไรโต้ตอบจากภายในหรือไม่ ?
กมล : ผมเห็นแสงสว่างจากทางด้านหน้าหอใหญ่ เห็นมีการเผาอะไรต่างๆ เหล่านี้ประมาณตีหนึ่งตีสอง ตอนที่คิวพวกผมจะขึ้นแสดงแล้วตัดสินใจยกเลิกไปแล้วสักพักใหญ่ๆ เรานั่งชุมนุมอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆ เราก็มองเห็น นานๆ ทีจะได้ยินเสียงปืนปั้ง และก็เห็นพวกนักศึกษาหน่วยรักษาความปลอดภัยวิ่ง คิดว่าคงจะไล่จับคนที่ก่อกวน เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการชุมนุม บรรยากาศในยุคนั้นมันเป็นอย่างนั้น แต่ตอนหลังมารู้ว่า แสงไฟที่เราเห็นเป็นการเผาบอร์ดอยู่หน้าหอใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ่านจากหนังสือพิมพ์ทีหลัง มาลำดับเหตุการณ์ทีหลัง
ถาม : แสงไฟลูกระเบิดที่บอกว่าเห็นประมาณ ตี 5 มาจากทิศทางไหน ?
กมล : จากสนามหลวง เข้าใจว่าเป็นอย่างนี้นะเพราะบรรยากาศตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดว่าเป็นการยิงมาจากข้างนอก คิดอย่างเดียวว่าเป็นข้างใน ผมมาลำดับภาพว่าที่เราเห็นแว้บเข้ามานั้น คือ ยิงเข้ามา เป็นการลำดับความคิดของเราทีหลัง ตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าต้นกำเนิดมาจากไหน
หลังจากที่ผู้ประกาศบนเวทีบอกให้เคลียร์พื้นที่ หมายถึงว่าให้หลบจากกลางสนามไปตามตึกต่างๆ ผมก็เข้าไปอยู่ใต้ตึกบัญชี ใต้ตึกบัญชีตอนนั้นมันจะมีประตูเหล็กม้วนกั้นบันไดที่ขึ้นไปบนตึก เสียงปืนตอนนี้จะดังเหมือนหนังสงครามแล้ว มีแสงวับแว้บตลอดเวลา ใต้ตึกข้างล่างมันก็อัดแอ แบบว่าคนแยะมาก หน่วยพยาบาลก็อยู่ใต้ตึกบัญชี ต้องคอยรักษาคนเป็นลมคนบาดเจ็บอะไรต่างๆ พวกเราส่วนหนึ่งก็เลยพยายามที่จะงัดประตูเหล็กม้วนเพื่อที่จะขึ้นไปบนตัวตึก ก็งัดไม่ได้ เราใช้มือทุบจนเลือดออก ในที่สุดก็พอมีช่องพอลอบขึ้นไปได้ ผมเป็นส่วนแรกๆ ที่มีโอกาสขึ้นไปก่อน จากใต้ตึกชั้น 2 ชั้น 3 ผมก็วิ่งขึ้นไปชั้นบนสุด พอขึ้นไปชั้น 4 ชั้นบนสุด เราก็ไปหอบอยู่ตรงระเบียง ตอนนี้สว่างแล้ว ที่ระเบียงนะเราเห็นรถสีเขียวเหลือง คล้ายๆ พวกรถสาย 6 สาย 86 ที่วิ่งไปบุคโล ในยุคนั้นน่ะครับ เขาคงเอารถเมล์มาใช้พังประตูทางเข้า คงจะมีคนขับมาชนหรือขับพังประตูเข้ามา เพราะถ้ามองจากตึกบัญชีไปเราจะไม่เห็นประตูใหญ่ แต่เราเห็นรถข้ามมาหน้าหอใหญ่แล้วเข้ามาจอดอยู่ตรงที่ทุกวันนี้เป็นหอพระ (หน้าคณะนิติศาสตร์) พอมีคนลงมาจากรถ ก็เห็นเขาขว้างระเบิดควัน เห็นเป็นควัน แล้วหน่วยที่นั่งรถเมล์มาก็จะหมอบลง ค่อยๆ หมอบ ตอนนั้นผมยังคิดว่าถ้าเรามีปืนเราเลือกยิงได้สบายเลย เพราะอยู่บนตึก แต่ตอนนั้นเราเห็นหน่วยรักษาความปลอดภัยวิ่งหลบ วิ่งสู้ แล้วก็ถูกยิงล้ม

ถาม : หน่วยรักษาความปลอดภัยของฝ่ายไหน ?
กมล : ของกลุ่มผู้ชุมนุม เราเห็นบางคนล้ม บางคนพยายามใช้โต๊ะเก้าอี้เท่าที่มีมาตั้งเป็นบังเกอร์ ส่วนที่นี่ก็มีหน่วยรักษาความปลอดภัยบางคนเข้ามาอยู่บนตึก เราเห็นเขามีอาวุธปืนสั้นวิ่งเข้ามาที่ประตู เป็นประตูบานเกล็ด เขาก็ทุบประตูบานเกล็ด แล้วเอื้อมมือมาเปิดออก แล้วบอกให้เราหลบไปข้างนอก ตอนนั้นพวกเจ้าหน้าที่ที่บุกเข้ามาเริ่มยิงเข้ามาในตึกแล้ว เราได้แต่หมอบอยู่ เสียงลูกปืนกระทบกระจกแตกดังวิ้วๆ หน่วยรักษาความปลอดภัยก็บอกให้ค่อยๆ หลบออกไปข้างนอก

ถาม : ขอย้อนกลับไปเรื่องของรถเมล์ที่ขับเข้ามาว่า คนบนรถเมล์คือใคร แล้วใครเป็นคนขับ ?
กมล : เราก็ไม่ทราบ เพราะเรามองไกลๆ แต่เท่าที่เราคิดก็คิดว่าคงจะเป็นกระทิงแดง เพราะตอนนั้นฝ่ายที่ต่อต้านเรา เราก็โยนไปกระทิงแดงหมด ตอนนั้นเราก็คิดว่าเป็นกระทิงแดง แต่จริงๆ จะเป็นใครเราก็ไม่ทราบ แต่แน่นอนว่าเป็นพวกที่ต้องการจะมาปราบปรามพวกเรา

ถาม : ตอนที่เขาลงมาจากรถเมล์ เขาผูกผ้า... ?
กมล : คือเขาหมอบนะ เหมือนจะออกรบเลยละ

ถาม: เขาแต่งเครื่องแบบ ?
กมล : แต่งธรรมดา เสื้อยืดกางเกงยีนส์

ถาม : มีอาวุธหรือเปล่า ?
กมล : มีครับ
ถาม : อาวุธอะไร ?
กมล : มองไกลๆ ไม่เห็น แต่เห็นมีการยิงกันกับหน่วยรักษาความปลอดภัยของเรา พวกเราวิ่งก็ล้ม

ถาม : แล้วฝ่ายนักศึกษามีปืน ?
กมล : จะมีปืนหรือไม่มีเรามองไกลๆ ไม่ทราบ แต่เห็นพวกเราหลบอยู่หลังโต๊ะเก้าอี้ที่ใช้เป็นบังเกอร์ พอพวกนี้มา ก็เห็นพวกเราวิ่งเข้าขอบสนามฟุตบอล แล้วก็พยายามมากันพื้นที่ตรงนี้ไว้ ฝ่ายบุกเข้ามาก็ยิงตรงโน้นยิงตรงนี้ หน่วยรักษาความปลอดภัยของนักศึกษาก็พยายามวิ่งหลบ แล้วก็เห็นถูกยิงเข้าข้างหลังล้มลง

ถาม : ที่เห็นฝ่ายที่อยู่บนรถเมล์ลงมาแล้วก็ยิงฝ่ายนักศึกษา พอจะดูออกไหมว่าใช้อาวุธชนิดไหน เป็นปืนสั้นหรือปืนยาว ?
กมล : เท่าที่มองเห็นว่าคาดว่าเป็นปืนสั้น แต่ตอนนั้นเสียงปืนต่างๆ มันรัวไปหมดแล้วไม่รู้ว่าตรงไหนบ้าง ภาพที่เราเห็นอีกมุมหนึ่งคือบนเวที และตึก อมธ. (ตึกกิจกรรมของนักศึกษา) แล้วก็มีพวกนักศึกษาที่อยู่แถวตึกนิติศาสตร์พยายามจะเริ่มคลาน เริ่มกลิ้ง เหมือนกับถอย พอรถเข้ามา เราอยู่บนตึกบัญชีจะมองเห็นภาพนักศึกษาพยายามที่จะถอยร่นไปทางตึกโดม พวกเครื่องดนตรีก็ยังตั้งอยู่บนเวที เรายังนึกเสียดายว่าเครื่องดนตรีกรรมาชนเคยเล่นคงถูกพังไป นึกแล้วเสียดายบรรยากาศ

ถาม : ก่อนที่รถเมล์จะบุกเข้ามา มีคนอื่นๆ บุกเข้ามาบ้างหรือไม่ ?
กมล : คือหลังจากที่เราเข้าไปใต้ตึกบัญชีแล้วสภาพข้างนอกเราไม่รู้เรื่องเลย ความมุ่งหวังของพวกผมคือทำอย่างไรจะพังประตูเหล็กให้ได้ เพื่อที่จะให้คนหลบขึ้นไปข้างบน เพื่อความปลอดภัยจากกระสุนที่ยิงมาจากข้างนอก เราไม่ได้คิดว่าจะมีการบุกเข้ามาแล้วก็ปราบปรามเราขนาดนั้น ตอนนั้นเราคิดว่าเป็นการก่อกวนแล้วพวกหน่วยรักษาความปลอดภัยสามารถต้านยันไว้ได้ เพียงแต่กระสุนที่มันเข้ามาเปรี้ยงๆ ปังๆ เสียงมันดังตลอดเวลา เราก็คิดว่าถ้าเรามีที่เป็นกำบังมิดชิด ผู้ชุมนุมอยู่ก็จะปลอดภัย ก็พยายามช่วยกันทุบ ช่วยกันพังประตูเหล็ก

ถาม : เพราะฉะนั้นกลุ่มแรกที่คุณกมลเห็นกับตาว่าบุกเข้ามาคือใคร ?
กมล : ก็คือรถเมล์สีเขียวเหลือง คันเดียว

ถาม : หลังจากกลุ่มนี้แล้วมีกลุ่มอื่นๆ ตามมาหรือไม่ ?
กมล : ผมไม่ทราบเพราะว่าตอนนั้นหลังจากหน่วยรักษาความปลอดภัยล้มตาย ก็เห็นนักศึกษาพยายามกลิ้งหลบไปทางตึกโดม แล้วหน่วยรักษาความปลอดภัยของนักศึกษาที่บอกว่ามีอาวุธปืนสั้นก็วิ่งมาทุบกระจกประตู แล้วเปิดกระจกบอกให้ประชาชนที่ชุมนุมหลบเข้าไปข้างในห้องพัก จากนั้นเราก็ไม่ได้เห็นอะไรเลย นอนหมอบอยู่กับพื้น ได้ยินเสียงระเบิด เราก็คิดว่าพวกนั้นมาวางระเบิดตึก ตึกอาจพัง ในใจก็บอกเตี่ยกับแม่ว่า “ถ้าลูกเป็นอะไรไปมันเป็นเพราะลูก” คล้ายๆ บอกขอโทษเค้าน่ะ ห้องที่ผมหลบเข้าไปจะมีผู้ชายอยู่ 3 คน พอเราหลบเข้าไปสักพักก็คุยกัน ตอนนั้นก็มีกระสุนเข้ามาบ้าง ก็หมอบไปแล้วก็คุยกันไปว่าถ้าหลบออกไปได้ให้หาทางเข้าป่ากันไปเลย ตอนนั้นผมเป็นคนถือเงินของสหภาพการประปานครหลวง บ่ายๆ ในวันที่จะมีการประชุมสหภาพตอนเย็น พี่เอกชัย เอกหาญกมล มาบอกว่าให้ไปเบิกเงินมาไว้ก่อนส่วนหนึ่ง แกบอกว่ามีการชุมนุม เราอาจต้องไปช่วยเหลือ
เหลือเขาบ้าง ผมก็ไปเบิกเงินมา 3-4 พันบาท สมัยก่อนมันก็เยอะ ผมก็เอาเงินแจกพวกนั้นบอกว่าใครมีโอกาสหาทางเข้าป่าก็เข้าไปเลย แล้วก็เฉลี่ยกันไปโดยที่ไม่รู้จักกัน ตอนนั้นความรู้สึกมันชาหมด ความตายเกิดขึ้นเราก็ไม่กลัวแล้ว จนเราได้ยินเสียงจากข้างล่างว่า “ออกมา” จนกระทั่งมาเคาะที่ห้องเรา เราก็ให้ผู้หญิงตะโกนออกไปว่าที่นี่ไม่มีอาวุธ ห้องที่เราเข้าไปหลบเป็นห้องอาจารย์มีปฏิทินรูปในหลวงอยู่ด้วย แล้วมีไม้กวาดอยู่ไกล้ๆ เราก็กะว่าถ้าเค้าบอกให้เราออกไป เราจะกระตุกปฏิทินลงมาแล้วเอาไม้กวาดเสียบ กะจะชูรูปนายหลวงไปก่อน ทีนี้มีคนหนึ่งบอกว่า เดี๋ยวเขาหาว่าเราดูถูก ก็เลยถอดเสื้อ เสื้อผมเป็นเสื้อชมพูออกขาวหน่อยๆ ทำเป็นธงขาว ผูกกับไม้กวาดแล้วยื่นออกไปก่อน เสียงดังเข้ามาบอกว่า “ให้ถอดเสื้อออก” ผู้หญิงที่อยู่ในห้องก็ตะโกนตอบ คือเราให้ผู้หญิงที่อยู่ในห้องเป็นฝ่ายตะโกนออกมาเพื่อให้รู้ว่าไม่มีผู้ชาย เค้าจะได้ไม่ยิงกราดเข้ามา แต่ตอนนั้นกระจกก็แตกเต็มห้องไปหมดแล้วนะ ผู้หญิงตะโกนถามว่า “ผู้หญิงต้องถอดมั้ย” เค้าบอกว่าผู้หญิงแหละตัวดี ผู้หญิงก็ต้องถอดเสื้อ ผมเป็นคนเปิดประตูแล้วให้ผู้ชายอีกคนยื่นเสื้อที่ทำเป็นธงขาวนำออกไปก่อน เราคลานออกมาก่อน คนแรกที่ถือธงขาวก็ถูกเตะท้องหงายขึ้นมา ผมคนที่สอง เขาก็เตะผม คนที่ทำก็ คือ ตชด. ผมดูป้ายข้างหน้าบอกว่ามาจาก “ปราณบุรี” ตอนนั้นในใจก็คิดว่าไม่ให้มองหน้าเค้านะ คิดว่าหน้ามันเป็นหมา หน้ามันเป็นหมา ใจก็คิดอย่างนั้น

ถาม : ฉะนั้นกลุ่มที่บอกว่าให้ถอดเสื้อ ต้องออกมา แล้วหลังจากนั้นก็เตะคุณ ก็คือ ตชด. ?
กมล : ตชด.จากค่ายปราณบุรีที่ 21 ตอนที่ออกมาเราต้องคลานต้องก้มตลอดเวลา พอวิ่งลงบันไดเราก็เห็นศพเห็นคนเจ็บนอนเกลื่อนพื้นบันได เราวิ่งจากชั้น 4 ลงมาตามบันไดมีคนตายตลอดทาง

ถาม : ในหมู่ ตชด.ที่อยู่นอกห้องมีพลเรือนปนอยู่ด้วยหรือเปล่า ?
กมล : ตอนนั้นเค้าไม่ให้เรามองแต่ว่าผมเห็น คือคนที่เตะเราเค้าก็ไม่ให้เรามอง ให้เราวิ่งลงมาแล้วก้มตลอดเวลา ผมวิ่งลงมาแล้วเห็นมีคนหมอบที่พื้นเต็มไปหมดทั้งผู้หญิงผู้ชาย ในความรู้สึกเราตอนนั้นคนที่หมอบคือคนที่ตายแล้ว เวลานั้นกระสุนต่างๆ ก็ยิงผ่านหัวเราอยู่ กลิ่นดินปืนคลุ้งทั้งสนาม กระสุนยังยิงข้ามหัวเราไปอยู่ เราพยายามวิ่งก้มหัวให้ชิดพื้นที่สุด แล้วมาหมอบรวมกัน มีตำรวจทหารเดินตามกันไปมา เวลาเขาเดินไปมาเขาก็เดินข้ามอยู่บนตัวเรา ก่อนผมจะออกจากห้อง นาฬิกาที่ผมใส่อยู่ ผมก็เอามาใส่ในกางเกงยีนส์กระเป๋าหน้า เวลานอนคว่ำ ผมก็ยังได้นาฬิกาผมไว้ แต่กระเป๋าสตางค์เค้ามาหยิบเอาไป สักเดี๋ยวเขาก็โยนมาไว้บนหลังผม แล้วบอกว่า “ไอ้สัตว์...กระเป๋าเก่าชิบหาย” แต่ผมก็เอื้อมมือไปหยิบกลับมาใส่ไว้ในกางเกงอย่างเก่า พอเข้าไปในคุกเปิดดู สตางค์ไม่เหลือสักบาทเลย
ถาม : ตอนที่ถูกหยิบกระเป๋าไปนั้น คุณยังนอนคว่ำอยู่ ?
กมล : นอนคว่ำอยู่

ถาม : ทราบมั้ยว่าใครเป็นคนหยิบกระเป๋าตังค์ไป ?
กมล : ผมไม่ทราบนะครับ คงไม่มีใครเข้าไปนอกจากคนที่ถือปืนคุมเราอยู่ตรงนั้น

ถาม : ตอนที่บอกว่าพวกตำรวจทหารเดินตามกันไป...
กมล: ครับ เวลาเค้าไปไหนก็จะเดินดูเรา บางทีเค้าก็เหยียบบนศีรษะผมไปกับพื้น เค้าบอกว่า “ไอ้สัตว์ ไอ้เวียดนาม มึงรู้มั้ยว่าแผ่นดินนี้แผ่นดินแม่มึง มึงรักไว้นะ มึงจูบไว้นะ” แล้วก็เหยียบบนหัวเรากดๆ ลงไป
ถาม : เป็นทหารด้วยใช่มั้ย ?
กมล : ก็คงเป็นทหาร ดูจากรองเท้าบู๊ต

ถาม : เป็นทหารด้วย ไม่ใช่ตำรวจอย่างเดียว ?
กมล : คือเป็นทหารหรือตำรวจก็ไม่ทราบ ตอนนั้นเค้าไม่ให้เรามองอะไรทั้งสิ้น ถ้าเกิดเราเงยก็คงต่อสู้กันดุเดือด ก็ต้องก้มอยู่กับดินตลอดเวลา แต่เรารู้เท่าที่เหยียบเราว่าเป็นรองเท้าบู๊ต

ถาม : แล้วที่เค้าด่าว่าเป็น “ไอ้เวียดนาม แผ่นดินนี้แผ่นดินแม่มึงนะ” เค้ารู้ว่าเราเป็นคนไทย ?
กมล : เค้ารู้ว่าเป็นคนไทย เราหมอบอยู่อย่างนั้นจนแดดร้อน ผมก็รู้ว่าแดดมันเผาหลังเรา ร้อนแล้ว เพราะเราถอดเสื้อ จนกระทั่งผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ เค้าก็บอกให้เราเงยขึ้น ก็ปรากฏว่ารถเมล์มาจอดอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อกันหลายคัน เงยหน้าขึ้นมาก็มองเห็นประชาชนยืนล้อมกันมาก ตอนนั้นเวลาคงผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว เสียงปืนก็จะดังแค่ประปราย เสียงเหมือนกับประทัด
เราถูกต้อนขึ้นรถเมล์ ให้นั่งก้มหัวชิดเบาะ อยู่บนรถตั้งนานกว่ารถจะออก เพราะมีฝนตกหนัก พอฝนหยุด ได้ยินเสียงคนเข้ามาทุบรถ เรานั่งอยู่ในรถก็เงยหน้าไม่ได้ พอรถวิ่งไปก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน ในใจก็คิดตามคำเล่าลือว่า ตอน 14 ตุลา เขาเอาไปถมทะเล เอาไปอะไรต่างๆ ในใจก็นึกบอกเตี่ยกับแม่ว่าลูกเดินทางบนทางเลือกของลูกเองนะ จนกระทั่งได้ยินเสียงรถจอด ได้ยินเสียงปืนแล้วก็ได้ยินเสียงว่า “โยนขึ้นมา” แต่เราก็ไม่รู้ว่าอะไร แต่ว่ามีคนมาเล่าให้ฟังอีกทีหนึ่งหลังจากที่ผมออกจากคุกมาแล้วว่ามีคนกระโดดรถหนี แล้วก็ตาย เห็นว่าบริเวณที่กระโดดอยู่แถวหนองแขม แต่ข้อเท็จจริงอันนี้ผมไม่รู้เพราะเงยหน้าไม่ได้เลย เพียงแต่ได้ยินเสียงปืน เสียงรถจอดก่อน แล้วถึงได้ยินเสียงบอกว่า “โยนขึ้นมาๆ”
ผมนั่งไปในรถอย่างนั้นเองแทบไม่มีความรู้สึกอะไร ไม่มีความเจ็บปวด มันชาไปหมด ไม่รู้เรื่อง มารู้สึกตัวอีกทีตอนรถจอดแล้วเขาบอกให้เงยหน้าหายใจได้ ผมก็เงยขึ้นมา เค้าก็ต้อนเราลง ปรากฏว่าเป็นโรงเรียนพลตำรวจ นครปฐม ก็มองเห็นคนมายืนเกาะรั้วดู เราเข้าไปก็ยังให้เรานั่งศีรษะแนบชิดติดกับหัวเข่าอยู่ตลอด เรานั่งกันอยู่ตรงนั้นนานแต่ก็ได้ยินเสียงดังบนอาคารบ้าง จริงๆ แล้วพวกเขายังไม่พร้อมที่จะนำเรามาขังตรงนั้น แถวนั้นอาจเป็นหอพัก จุดที่ผมอยู่เค้าเรียกว่าร้อยสาม หรือกองร้อยที่สาม พอเค้าให้เราเงยหน้าได้ ผมมองขึ้นไปก็เห็นไม้ระแนงตีปิดหน้าต่างประตูป้องกันการหนี แต่ดูเหมือนว่าเค้าไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะรับพวกเราไว้ก่อน เค้าให้เราไปอยู่ข้างบน พอจะลงมาถึงจะเรียกทีละคน มีน้ำเป็นถังแบบถังซักผ้า และขันใบเบ้อเริ่มวางไว้ ให้เรากินน้ำ จริงๆ แล้วมันเกือบจะทั้งวันทั้งคืนที่เราไม่ได้กินอะไรมา เราได้ทานอาหารตอนสองทุ่ม แล้วก็ทานไม่ได้เยอะ ทานได้นิดเดียว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทานอีก
จนเย็นแล้วเราถึงไปอยู่บนร้อยสามที่ว่า บนร้อยสามมีลักษณะเป็นบล็อคๆ ละประมาณวาหนึ่ง ให้เราเข้าไปอยู่แล้วห้ามขยับ ตอนนั้นผมรู้สึกเจ็บที่ชายโครงที่ถูกเตะ ลังจากนั้นสามวันเขายอมให้นักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยมหิดลไปตรวจเช็คร่างกายได้ เขาบอกว่าซี่โครงอาจจะเดาะ แต่คงไม่เป็นอะไรมาก เราอยู่บนชั้น 3 ของตึก ประมาณ 3-4 ทุ่ม อาหารมื้อแรกเพิ่งจะมา เป็นแกงหมูเทโพที่ไม่มีหมู ข้าวก็คล้ายๆ ปลายข้าวมาให้เรากิน แสดงว่าเขาไม่ได้เตรีมพร้อมอะไรเลย พวกเรากินกันตอนสามทุ่มสี่ทุ่ม ตอนนั้นเองที่ผมหยิบกระเป๋าตังค์มาดู ปรากฏว่าเงินหายหมด
เช้าวันรุ่งขึ้น เราขอเข้าห้องน้ำ ก็จะมีตำรวจมาพาไปทีละคน มีตำรวจคนหนึ่งมาเคาะประตูแล้วก็น้ำตาไหล เห็นพวกเราแกก็ร้องไห้ แกเล่าสถานการณ์ให้ฟัง พวกเราอยากรู้ก็ไปฟังกันตรงประตูเต็มไปหมด แกบอกว่า
ทาง พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหาร แกบอกว่าลูกของ นายตำรวจใหญ่ก็ถูกจับ แกเห็นพวกเราแกก็ร้องให้ ทำให้รู้ว่าเราก็มีมิตรอยู่บ้าง มาคอยเล่าคอยบอกข่าว เป็นอย่างนี้ อยู่จนกระทั่งวันที่สอง วันที่สาม เค้าก็เริ่มทำประวัติเรา แล้วก็เอาเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยมาถาม จนถึงวันที่ 4 ก็เริ่มให้มีการประกันตัว ผมได้รับการประกันตัวออกมาเป็นคนที่ 3 วันที่สอง ตอนหัวค่ำ เค้ามีกระดาษและดินสอมาให้เราเขียนจดหมายถึงใครก็ได้ ผมก็เลยเขียนจดหมายถึงเตี่ย ถึงแม่ ผมก็ยังยืนยันว่าผมเลือกทางของผมเอง ไม่มีอะไรต้องหนักใจ เพียงแต่ตอนนี้เสื้อผ้าไม่มี มันหนาว เพราะเราไม่ได้ใส่เสื้อ ผ้าห่มก็มีไม่กี่ผืน แต่ก็ได้รับประกันตัววันที่ 4 นี่เป็นเหตุการณ์ที่ผมเจอมา

ถาม : คุณเข้าใจหรือไม่ว่าการชุมนุมครั้งนั้นเพื่ออะไร ?
กมล : เพื่อขับไล่ถนอม ตอนนั้นถนอมบวชเป็นเณรเข้ามาตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. ตอนนั้นเราก็มีการจัดชุมนุมย่อย เพราะเราวิเคราะห์กันรู้ว่าเค้าต้องการจะปราบเรา ฉะนั้นจะชุมนุมกันไม่ให้ข้ามคืน ต่อมามีกรรมกรพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถูกจับแขวนคอระหว่างติดโปสเตอร์คัดค้านถนอม ที่นครปฐม (คุณชุมพร ทุมไมย กับ คุณวิชัย เกษศรีพงษา) เราก็รู้ว่าศูนย์นิสิตถูกบีบให้จัดการชุมนุมตอนนี้ ผมมองว่าศูนย์นิสิตเองก็พยายามป้องกันการถูกล้อมปราบ จึงกระจายการชุมนุมกันไปเป็น 9 จังหวัดทั่วประเทศ แต่ศูนย์กลางใหญ่ก็ยังอยู่ที่ กทม. แนวร่วมศิลปินก็ต้องกระจายออกไปเหมือนกัน เดินสายเล่น คาราวานก็สายอีสาน กรรมาชนก็ไป กทม. ของ ม.เกษตรก็อยู่ที่ธรรมศาสตร์

ถาม : การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ในตอนนั้นมีการสะสมอาวุธของนักศึกษาเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเปล่า ?
กมล : เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เอาประเด็นนี้ก่อน ผมว่าตอนนั้นพวกเราก็อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผมยอมรับว่าพวกเรายึดความคิดสังคมนิยมมากเพราะมันเหมือนกับทางเลือกของสังคมมีอยู่เพียง 2 ทาง คือ ถ้าไม่ทุนนิยม เผด็จการที่เราเคยเห็นมา ก็คือสังคมนิยม ก็มีความหวังกับสังคมนิยม มันเหมือนกับเป็นทางเลือกเพียง 2 ขั้วให้เราเลือก ตอนนั้นเราก็ติดความคิดนี้แล้วก็ร่วมปฏิบัติงานให้กับกลุ่มองค์กรที่มีความคิดทางนี้ด้วย
แต่ถ้าถามว่ามีการสะสมอาวุธหรือไม่ ผมว่าไม่มีแน่นอน แต่การต่อสู้ในชนบท หรือการต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบทของพรรคคอมมิวนิสต์นั้นมี แล้วก็ยอมรับว่าในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานเองก็มีหลายคนที่เราพอจะรู้ว่าเขาทำงานให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ ตอนนั้นเราถือเป็นเรื่องปกติ ถือว่าเป็นเรื่องน่านิยมชมชอบด้วยซ้ำไป

ถาม : สมมุติว่าถ้ามองจากคนภายนอก เราจะมองการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ว่าเป็นการก่อกบฏกับรัฐได้หรือไม่ ?
กมล : ก่อการกบฏมันก็ต้องตีค่ากบฏนะ ตอนนั้นผมมองดูเราก็ไม่ได้ยึดอำนาจไม่มีอำนาจอะไร มันไม่ได้เป็นกบฏนะครับ ส่วนใหญ่เป็นการต่อสู้มากกว่า เราต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ อย่างการชุมนุมชาวนาอะไรอย่างนี้ หรืออย่างผมตั้งสหภาพ คำว่า “สหภาพ” สมัยก่อนเค้าก็ตีความว่าเป็นซ้าย บรรยากาศเมื่อก่อนกับทุกวันนี้ไม่เหมือนกันใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าเราต้องการที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง อยากให้สังคมเปลี่ยนแปลงมั้ย เราอยาก อยากให้เปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการไปสู่การปกครองแบบใหม่ ถึงแม้ประชาธิปไตยเราได้มาส่วนหนึ่งแล้ว เราก็รู้ว่าทางกลุ่มอำนาจเก่าเขาพยายามจะรื้อฟื้นอำนาจคืน เราต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงตรงนี้และเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจให้มีความเป็นธรรม แต่ถามว่าเราต้องการที่จะจับอาวุธไปล้มล้างเขาหรือสะสมอาวุธไปต่อสู้
ล้มล้าง มันไม่มี นอกจากคนไหนที่สุกงอมทางความคิดมากๆ เสียสละมากๆ ก็เดินทางเข้าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในป่า แต่ถ้าเป็นคนส่วนใหญ่ที่ชุมนุม ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่

ถาม : ปัจจุบันนี้ถ้ามีการชุมนุมประท้วงก็มักจะมีเสียงออกมาว่ามีพรรคการเมืองหนุนหลัง กรณี 6 ตุลา มีการชุมนุมประท้วงขับไล่ถนอมข้ามวันข้ามคืน คิดว่ามีพรรคการเมืองใดที่นำการประท้วง ?
กมล : ผมมองว่าถ้าเกิดการหนุนหลังด้วยการสนับสนุนด้านกำลังทรัพย์กำลังอาหารกำลังคน ผมว่าพรรคการเมืองที่ผิดกฎหมายอย่างพรรคคอมมิวนิสต์ หรือพรรคการเมืองที่ถูกกฎหมาย ในเมืองตอนนั้นคือพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคพลังใหม่ อะไรต่างๆ เหล่านี้ ผมว่าไม่มีเลย ถ้าเป็นการหนุนช่วยในลักษณะอย่างนี้ผมว่าไม่มี ผมมองว่าศูนย์นิสิตฯ เป็นองค์กรนำหรือแกนนำที่ได้รับการชี้นำมากกว่าจะถูกผลักดันให้ทำ คือมีความคิดชี้นำ ไม่ได้ถูกผลักดันให้กระทำด้วยแรงจูงใจหรืออามิสสินจ้างอะไรต่างๆ ผมมองดูแล้วเป็นเพราะมีแนวคิดทางการเมืองนำไปมากกว่า

ถาม : เมื่อสักครู่บอกว่าคุณสนใจสังคมนิยม หลังออกจากคุกก็เข้าป่า...
กมล : พอออกมาแล้วอยู่ได้สักระยะหนึ่งก็ถูกคุกคาม ถูกติดตาม อยู่ที่ทำงานก็ถูกตามไปรื้อค้นอะไรต่างๆ เพื่อนก็ถูกจับไป คือคุณอารมณ์ พงศ์พงัน พวกนี้เขาบริสุทธิ์ทางการเมืองมากกว่าผม เค้าก็ถูกจับ ผมเองก็มีเสียงเตือนมาจากพี่เขยของเพื่อนซึ่งทำงานในกระทรวงมหาดไทย เขาบอกว่าผมอยู่ในบัญชีดำคนที่หนึ่งของประปาอะไรต่างๆ เหล่านี้ แล้วมีเหตุการณ์ที่เอกชัย เอกหาญกมล ถูกรถเมล์ รถเขียวเหลืองนี่แหละชนที่สะพานพระปิ่นเกล้า แกขับมอเตอร์ไซค์อยู่ดีๆ มีรถมาทับแกแขนหัก แต่ตำรวจไม่ทำอะไรเลยทั้งสิ้นกับคนที่กระทำความผิด เราก็เริ่มระวังมากขึ้น อีกเหตุการณ์หนึ่งคือที่ผมไปทำงานให้กับประปา เราอยู่ในสำนักงานใหญ่ เรานั่งทำงานอยู่เดี๋ยวสิงห์ทะเลทรายก็มาบล็อคประตู แล้วนำตำรวจมารื้อค้น ตอนที่ผมออกจากคุกใหม่ๆ มีเพื่อนมาบอกว่าถ้ามีอะไรเดือดร้อนเกิดขึ้นเช่นเขาจะมาไล่จับ ให้ผมหนีไปทางบันไดหนีไฟ พอวันนั้นมีรถสิงห์ทะเลทรายมาบล็อคหน้าประตู พวกเราที่นั่งทำงานอยู่ก็แตกฮือกันไปคนละทาง ผมก็วิ่งหนีไปทางบันไดหนีไฟ เพื่อนผมเอารถน้ำไปจอดรออยู่แล้วแกให้ผมปีนออกไปกับรถน้ำ แล้วก็ขับรถอออกจากการประปา มาปล่อยผมตรงรถไฟเขตตรงข้ามกรมโยธา ผมก็โทรศัพท์เข้าไปติดต่อกับเพื่อน ในที่สุดก็ตกลงกันว่าขอให้ผู้ใหญ่คือหัวหน้ากองส่งพวกเราไปอยู่จุดงานข้างนอก อย่างเช่นการควบคุมการก่อสร้างต่างๆ ที่อยู่นอกการประปา พวกกรรมการสหภาพ ผู้ก่อตั้งสหภาพที่อยู่ในสำนักงานใหญ่ก็เลยถูกผู้ใหญ่ของการประปาส่งไปอยู่ตามงานต่างๆ ที่อยู่ภายนอก ผมถูกส่งไปดูงานอยู่ที่บางขุนเทียน เมื่อก่อนนั้น ATM ไม่มี เวลารับเงินเดือนก็ต้องไปรับที่สำนักงานใหญ่ มีอยู่วันหนึ่งผมไปรับเงินเดือนเสร็จ ออกมาจะนั่งรถเมล์กลับบ้าน ผมอยู่บุคโล นั่งสาย 37 ผมยืนรอรถเมล์อยู่ก็สังเกตเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งกำลังแอบมอง คือตอนนั้นเราเดินตามลำพังก็ต้องระวังตัวอยู่แล้ว พอเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งระวังตัว พอรถเมล์สาย 37 มาเราก็ขึ้นไป ในช่วงนั้นเราได้รับคำแนะนำว่าเวลาขึ้นรถเมล์ให้ขึ้นทางประตูหลัง จะได้เห็นทัศนวิสัยข้างหน้าทั้งหมด เราเดินไปขึ้นประตูหลัง คนนี้ก็วิ่งตามขึ้นมา ผมก็ว่าคนนี้ท่าทางไม่ดีนะ มองๆ เรา ผมก็พยายามหลบแทรกไปอยู่ในหมู่คนที่อยู่ข้างหน้า พอรถมาจอดติดในวงเวียนใหญ่ ผมลงเค้าก็ลง ผมเดินจากวงเวียนใหญ่ไปจนถึงฝั่งตรงข้ามหน้าโรงหนังสุริยา รถสาย 37 คันเดิมมาผมก็ขึ้นอีก คนนี้ก็ตามขึ้นมาอีก ผมรู้ทันทีว่าไอ้นี่ตามเรามาและนึกด่าในใจ ผมคิดว่าจะทำอย่างไรดี พอรถมาถึงหน้าปากซอยก็คิดว่าซอยมันเปลี่ยว ผมก็นั่งเลยไปอีกซอยหนึ่งไปลงที่ซอยโกบ๊อ เมื่อก่อนคนลงกันเยอะ แล้วก็ข้ามถนน เขาก็ข้าม มันมีร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่ง ก็เข้าไปนั่งในร้าน แล้วเดินเตร่ไปเตร่มาอยู่หน้าร้านสักชั่วโมงหนึ่ง ผมไม่หนีเขาแล้ว เดินออกหลังร้านกาแฟอ้อมซอยข้ามถนนกลับเข้าบ้าน ต่อ
มาผมก็เล่าให้สายของพรรคฯ ฟัง เขาก็บอกว่าเหตุการณ์อย่างนี้คงมีคนต้องการข่มขู่เราว่าเราทำอะไรอยู่ก็ให้เลิก ให้เรากลัว จากนั้นอีกสักสัปดาห์กว่าๆ ตอนนั้นผมต้องคุมงานแถวบางขุนเทียน เมื่อก่อนจะมีเคอร์ฟิวตอนสองทุ่ม หลังจากนั้นห้ามออกจากบ้าน แต่การประปาจะทำใบอนุญาตให้เราติด สำหรับกรณีคุมงานแล้วกลับบ้านไม่ทันจะได้ไม่ต้องถูกจับ วันนั้นผมทำงานเสร็จก็ขับมอเตอร์ไซด์ของการประปานครหลวงออกมาจะกลับบ้านตอนประมาณทุ่มกว่าๆ มาถึงสามแยกมไหศวรรย์ (เมื่อก่อนเป็นสามแยกไม่ได้เป็นสี่แยกอย่างทุกวันนี้) และเห็นรถติดไฟแดง ผมก็ชะลอความเร็วลง แต่แล้วก็เห็นแสงไฟสว่างจ้ามากเลยไล่หลังมา คือเราก็ระวังตัวอยู่แล้วตั้งแต่เหตุการณ์ที่เอกชัยก็ถูกรถเมล์ชน ก็ตัดสินใจขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นทางเท้าไปเลย ปรากฏว่ารถสิบล้อมันวิ่งผ่านฉิวตัดไฟแดงไปเลย คือถ้าเราจอดอยู่นั้นสงสัยถูกสิบล้อบี้ ก็มีความรู้สึกว่าเราไม่ปลอดภัยแล้ว วันรุ่งขึ้นตีสี่ผมเอามอเตอร์ไซค์ไปจอดที่ออฟฟิศที่บางขุนเทียน แล้วก็โยนกุญแจมอเตอร์ไซค์เข้าไปในนั้น แล้วก็หลบไปหาทางติดต่อเข้าป่า

ถาม : ที่บอกว่ารถสิงห์ทะเลทราย..?
กมล : เป็นรถตำรวจที่ไปรื้อค้นสหภาพ รื้อค้นโต๊ะทำงานต่างๆ

ถาม : แล้วผู้ใหญ่ของประปาตอนนั้นเป็นใคร ?
กมล : ผู้ว่าฯ บรรจบ ศุภกิจวิเรขการณ์ ในความรู้สึกของเราคือเค้ายืนตรงข้ามเรา แต่ก็มีผู้ใหญ่หลายๆ คนที่เค้าเมตตาเรา มีอะไรเค้าก็ให้ความช่วยเหลือ แต่ตอนนั้นคนเหล่านี้ยังเป็นผู้บริหารระดับกลาง

Design by ฅนบ้านนอก
www.bannok.com